แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ดูแลสมอง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ดูแลสมอง แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

โรคลมชัก

โรคลมชัก

(Epilepsy)

โรคลมชักส่งผลต่อสมองอย่างไร

โรคลมชักเป็นโรคที่ส่งผลกระทบต่อสมองและมาพร้อมกับอาการชักซ้ำ - ชักโรคลมชัก
            ประมาณ 5-10 ใน 1,000 คนมีโรคลมชัก นี่คือโรคเรื้อรังที่พบบ่อยที่สุดของระบบประสาท ครั้งหนึ่งในชีวิต 5% ของประชากรทนทุกข์ทรมานจากโรคลมชัก
            โรคลมชักสามารถพัฒนาได้ทุกวัยแม้ว่าส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในเด็ก ไม่สามารถระบุสาเหตุของโรคได้เสมอไป แต่ในบางกรณี (โดยเฉพาะในผู้ใหญ่) การพัฒนาของอาการชักจากโรคลมชักอาจเกี่ยวข้องกับความเสียหายของสมอง ตัวอย่างเช่นโรคลมชักสามารถเกิดขึ้นได้หลังจากโรคหลอดเลือดสมองเนื้องอกในสมองหรือการบาดเจ็บที่สมองอย่างรุนแรง ในบางกรณีโรคนี้อาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมในสมองที่สืบทอดมาจากพ่อแม่

 เซลล์สมอง (เซลล์ประสาท) 

            ส่งสัญญาณไฟฟ้าให้กันและกันโดยใช้สารเคมี - สารสื่อประสาท ในระหว่างการจับกุมเซลล์ประสาทจะสร้างแรงกระตุ้นไฟฟ้าจำนวนมากบริเวณของการกระตุ้นที่เพิ่มขึ้นนั้นเกิดขึ้นในสมองซึ่งเป็นจุดสนใจของโรคลมชักซึ่งมาพร้อมกับอาการที่ปรากฏในรูปแบบของอาการชักความอ่อนแอบกพร่องการรับรู้ของโลกรอบตัวหรือสูญเสียสติ

         บางคนมีอาการชักเพียงครั้งเดียวตลอดชีวิต หากการตรวจสอบไม่พบสาเหตุหรือปัจจัยเสี่ยงสำหรับการพัฒนาของโรคการวินิจฉัยโรคลมชักจะไม่ทำ   บ่อยครั้งที่โรคนี้ได้รับการวินิจฉัยหลังจากอาการชักหลายครั้ง      เนื่องจากอาการชักโรคลมชักเดี่ยวเป็นเรื่องธรรมดามาก สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการวินิจฉัยคือคำอธิบายของการจับกุมโดยบุคคลนั้นและโดยพยานของสิ่งที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ยังมีการศึกษาการทำงานของสมองเพื่อค้นหาจุดโฟกัสที่เป็นไปได้ของโรคลมชักและสาเหตุที่เป็นไปได้ของโรค


การวินิจฉัยโรคลมชัก     

           
        "  ในเด็กที่มาด้วยอาการชักครั้งแรก  "    
 ยังคงให้การวินิจฉัยว่าเป็นโรคลมชักตั้งแต่ต้นเลยไม่ได้ 

           ดังนั้นในครั้งแรกต้องตรวจหาสาเหตุที่ทำให้ชัก เช่น เจาะเลือดเพื่อดูว่ามีความผิดปกติของ Electrolytes ระดับน้ำตาล หรือมีภาวะติดเชื้อหรือไม่ ในรายที่สงสัยว่ามีการติดเชื้อในสมองหรือเยื่อหุ้มสมองอาจต้องมีการตรวจน้ำไขสันหลังและเอกซเรย์สมองร่วมด้วย” แพทย์หญิงปริญญรัตน์กล่าว “ในกรณีที่สงสัยว่าเด็กจะเป็นโรคลมชักการซักประวัติการตั้งครรภ์ การคลอด พัฒนาการ การเรียน ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต ประวัติครอบครัว ร่วมกับการตรวจพิเศษ เช่น การตรวจคลื่นสมอง (EEG) การตรวจด้วยเครื่องสร้างภาพด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) สมอง จะช่วยแยกประเภทและสาเหตุของโรคลมชักได้ ทั้งนี้เพื่อนำไปสู่แนวทางการรักษาโรคลมชักต่อไป และกว่าร้อยละ 70 ของผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคลมชักมักไม่ปรากฏสาเหตุ”ค่ะ




อาการชัก




อาการชัก (Seizure) 


               อาการชัก ร่างกายแข็งเกร็ง กล้ามเนื้อกระตุกอย่างควบคุมไม่ได้ อาจสร้างความตระหนกตกใจให้กับหลายคนที่พบเห็น ซึ่งโดยมากแล้วมักจะรับมือกันไม่ถูก      โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดขึ้นกับเด็ก หลายคนที่พบเห็นต่างก็พยายามให้การช่วยเหลืออย่างเต็มที่แต่คุณทราบหรือไม่ว่า หลายครั้งที่ความช่วยเหลือนั้นกลับกลายเป็นอันตรายตามมาหากทำไม่ถูกวิธี Better Health ในมือคุณฉบับนี้มีเรื่องราวของโรคลมชักในเด็กมาฝาก เพื่อความเข้าใจและรับมืออย่างถูกต้อง

       
อาการชักหรือ Seizure เกิดจากความผิดปกติของการนำกระแสประสาทในสมอง ซึ่งมีผลทางร่างกาย และอาจมีผลต่อสภาวะการรู้สึกตัวร่วมด้วย”

      “ในเด็กที่มาด้วยอาการชักครั้งแรก ต้องตรวจหาสาเหตุที่ทำให้ชัก เช่น เจาะเลือดเพื่อดูว่ามีความผิดปกติของ Electrolytes ระดับน้ำตาล หรือมีภาวะติดเชื้อหรือไม่”
        สำหรับ โรคลมชัก เป็นอาการชักที่เกิดขึ้นซ้ำตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไป โดยที่ไม่มีสิ่งกระตุ้น (Unprovoked Seizure) กล่าวคือ ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ ไม่สบาย หรือมีไข้  




อันตรายจากการชัก



การชักบ่อยๆควรเฝ้าระวังให้มากที่สุด!

 หากใครมีโอกาสได้เห็นผู้ที่มีอาการชัก ต้องยอมรับว่าค่อนข้างน่าตกใจ
 กุมารแพทย์ด้านประสาทวิทยาอธิบายว่า “ในกรณีปกติ การชักโดยตัวมันเองแล้วมักไม่ค่อยมีอันตราย โดยอาจเกิดขึ้นและจบลงภายในเวลาไม่กี่นาที ส่วนมากแล้วอันตรายที่เกิดขึ้น มักเกิดจากคนรอบข้างที่พยายามให้การช่วยเหลืออย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์จนก่อให้เกิดอาการบาดเจ็บทางร่างกายตามมา”

     แพทย์จะต้องตรวจอาการจนแน่ใจแล้วว่าเป็นโรคลมชักแน่ ๆ จึงให้การรักษา โรคลมชักบางชนิดก็อาจจะไม่ต้องรักษาเพราะเมื่อเด็กเข้าสู่วัยรุ่นอาการก็จะค่อย ๆ หายไปเอง”





          อย่างไรก็ตาม แม้อาการชักจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ และจบลงในเวลาไม่นาน การพาเด็กไปพบแพทย์ก็เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อว่าแพทย์จะได้คอยตรวจสอบ ให้การดูแล และป้องกันการชักซ้ำ ๆ ได้ดีขึ้นในอนาคต “แม้การชักมักจะไม่เป็นอันตรายและอาจหายได้เอง แต่หากเกิดขึ้นบ่อยครั้งย่อมเกิดผลกระทบต่อตัวเด็กและพัฒนาการทางการเรียนรู้และสังคมอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก เด็กที่ชักบ่อย ๆ จะเริ่มถอยห่างจากเด็กที่ปกติกลายเป็นเด็กที่สติปัญญาช้า เรียนหนังสือไม่ได้ มีพฤติกรรมก้าวร้าวสมาธิสั้นและมีปัญหาการเรียนตามมาเรื่อย ๆ”

อาการชักที่เป็นอันตราย


          อาการชักที่เป็นอันตราย คือ กรณีที่อาการชักเกิดขึ้นเป็นระยะเวลานานเกินกว่า 30 นาที หรือการชักที่มีการสำลักร่วมด้วยและทำให้ผู้ป่วยหยุดหายใจ ซึ่งทั้ง 2 กรณี จะทำให้สมองขาดออกซิเจนจนถึงแก่ชีวิตได้ นอกจากนี้อาการชักสั้น ๆ แต่ชักซ้ำหลายครั้งในวันเดียวก็เป็นอันตราย เนื่องจากจะทำให้อาการชักควบคุมยากขึ้น ซึ่งกรณีดังกล่าวพบได้ไม่บ่อยนัก นอกจากนี้ อันตรายอื่น ๆ ได้แก่ การชักที่เกิดขึ้นในระหว่างที่เด็กทำกิจกรรม เช่น ปีนป่ายที่สูง อยู่ใกล้ของมีคม มีกิจกรรมทางน้ำ หรือโดยสารยานพาหนะ เป็นต้น

      การพาเด็กมาปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยตั้งแต่แรก สร้างความแตกต่างในแง่พัฒนาการของเด็กเป็นอย่างมาก “การเปิดโอกาสให้เด็กชักซ้ำ ๆ นอกจากจะสร้างความเสียหายต่อสมองของเด็กแล้ว ยังทำให้อาการทวีความรุนแรงขึ้นจนยากที่จะควบคุมอีกด้วย” นายแพทย์ชาครินทร์กล่าว




รักษาอาการชักในเด็ก


รักษาอาการชักในเด็กตามคำแนะนำ



       นายแพทย์ชาครินทร์กล่าวถึงการรักษาโรคลมชักในเด็กว่าในการจะเริ่มกระบวนการรักษา แพทย์จะต้องตรวจอาการจนแน่ใจแล้วว่าเป็นโรคลมชักแน่ ๆ จึงให้การรักษา โรคลมชักบางชนิดก็อาจจะไม่ต้องรักษา เพราะเมื่อเด็กเข้าสู่วัยรุ่นอาการก็จะค่อย ๆ หายไปเอง บางรายอาจชะลอการรักษาออกไปก่อน ไม่จำเป็นต้องรีบรักษาตั้งแต่การชักครั้งแรก จนกว่าจะมีการประเมินอย่างละเอียด เป็นต้น”

         สำหรับกรณีที่ต้องรีบรักษาแพทย์ต้องพิจารณาต่ออีกว่าต้องรักษาด้วยยาตัวไหน เป็นเวลานานเท่าไร แพทย์จะต้องคุยกับผู้ปกครองของเด็กอย่างละเอียด ทั้งเรื่องการวินิจฉัย การรักษา และชนิดของโรคลมชัก ผลข้างเคียงของยาที่อาจเกิดขึ้นได้รวมทั้งวิธีการปฐมพยาบาลเมื่อเกิดอาการ “การใช้ยากันชักไม่อาจป้องกันการชักได้เต็มร้อยเพียงแต่ลดโอกาสลงเท่านั้น เราจึงพบว่าผู้ป่วยบางรายเมื่อรับยาแล้วอาจไม่มีอาการอีกเลย ขณะที่บางรายรับยาไปแล้วในขนาดเริ่มต้นก็ยังมีอาการชักอยู่ ซึ่งกรณีนี้แพทย์จะต้องมีการทบทวนและปรับยาให้เหมาะสมต่อไป”

     นอกจากยาแล้ว สิ่งที่แพทย์มักแนะนำอีกอย่างเพื่อป้องกันอาการชัก ได้แก่ การหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นการชักซึ่งมีหลายประการ เช่น การอดนอน อาการไข้ การได้รับยาไม่สม่ำเสมอ เป็นสิ่งที่พ่อแม่ที่มีลูกเป็นโรคลมชัก ควรระวัง “ถ้าเริ่มรับยากันชักแล้ว คนไข้ต้องกลับมาพบแพทย์เป็นระยะ ๆ ทุก 2-3 เดือน เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถควบคุมอาการได้ดี ไม่มีผลข้างเคียงของยา และเด็กมีพัฒนาการที่ดีไม่มีปัญหาในการเรียน” นายแพทย์ชาครินทร์กล่าว





ตั้งสะติให้ดีเมื่อลูกชัก




ตั้งสติให้ดีเมื่อลูกชัก



          แพทย์ทั้งสองท่านเน้นย้ำว่าเมื่อพ่อแม่หรือผู้ปกครองพบบุตรหลานของตนมีอาการชัก 

วิธีปฐมพยาบาลที่ถูกต้อง คือตั้งสติให้ดี อย่าตกใจ จับเด็กนอนราบก่อน จากนั้นตะแคงตัวเด็กไปด้านข้างเพื่อไม่ให้ลิ้นและน้ำลายไปอุดทางเดินหายใจ และเพื่อช่วยให้หายใจสะดวกขึ้น ที่สำคัญห้ามนำอุปกรณ์ต่าง ๆ ใส่ปากผู้ป่วยเด็ดขาด เพราะจะทำให้ผู้ป่วยสำลักและทางเดินหายใจถูกอุดกั้น
ถ้าเด็กชักสั้น ๆ ไม่กี่นาทีแล้วหาย ทุกอย่างเป็นปกติดี อาจพาไปปรึกษาแพทย์ในวันรุ่งขึ้น หรือว่าจะค่อย ๆ มาพบแพทย์ในภายหลังก็ได้ตั้งสติให้ดี เมื่อมาพบแพทย์แล้ว ส่วนมากจะสามารถควบคุมอาการชักได้เป็นอย่างดี


อะไรบ้างที่เป็นสาเหตุของอาการชัก

อะไรบ้างที่เป็นสาเหตุของอาการชัก

      โรคลมชักอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งในผู้ที่มีสมองปกติ และผู้ที่มีความผิดปกติทางสมอง ผู้ที่มีสมองปกติ การชักอาจเกิดจากการได้รับการกระตุ้นจากปัจจัยต่าง ๆ ได้แก่
  • ไข้สูง
  • ระดับน้ำตาลและเกลือแร่ผิดปกติ
  • การใช้ยาบางชนิด
  • การอดนอน
ส่วนผู้ที่มีความผิดปกติในสมอง ปัจจัยที่อาจเป็น

สาเหตุของการชัก

 ได้แก่
  • โรคทางพันธุกรรมที่มักมีอาการชักร่วมด้วย
  • ภาวะสมองพิการแต่กำเนิด ซึ่งเกิดตั้งแต่เมื่อทารกยังอยู่ในครรภ์ อาจมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อระหว่างตั้งครรภ์ การได้รับสารเสพติด การขาดอาหาร หรืออุบัติเหตุในระหว่างตั้งครรภ์ เป็นต้น
  • การกระทบกระเทือนต่อสมองเนื่องมาจากอุบัติเหตุ หรือการขาดออกซิเจน
  • การติดเชื้อในสมอง อาทิ ฝีในสมอง สมองอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นต้น
  • เนื้องอกในสมอง หรือมะเร็งที่กระจายจากอวัยวะอื่น ๆ มาสู่สมอง

แนวทางการรับมือและป้องกันอันตรายจากการชัก


แนวทางรับมือและป้องกันอันตรายจากการชักมีดังนี้

 
  • พ่อแม่ ผู้ปกครองต้องตั้งสติให้ดี อย่าตกใจ
  • ถ้าเด็กนั่งอยู่ให้จับเด็กเอนราบลงกับพื้น ตะแคงตัวไปด้านข้าง เพื่อป้องกันการสำลัก
  • พยายามนำตัวเด็กไปยังที่โล่ง ห่างไกลของมีคม เช่น มุมโต๊ะ หรือวัตถุมีคมที่อาจก่อให้เกิดการบาดเจ็บ
  • คลายเสื้อผ้าที่รัด ๆ กันคนมุงออกไปห่าง ๆ เพื่อให้อากาศถ่ายเท
  • หากพบว่าเด็กมีไข้ ให้พยายามเช็ดตัวลดไข้
  • หากพบว่าร่างกายแข็งเกร็ง อย่าพยายามนวด ง้าง ดึง
  • ห้ามนำสิ่งของยัดใส่ปากผู้ที่มีอาการชักเด็ดขาด นอกจากจะไม่ช่วยอะไรแล้วยังอาจก่อให้เกิดอันตรายในช่องปากเช่นฟันหักอุดหลอดลม สำลัก อาเจียน ซึ่งเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต 
  • หากทำได้ ควรจับเวลา หรือถ่ายวิดีโอเก็บไว้เป็นข้อมูลสำหรับแพทย์
  • เมื่ออาการชักจบลง อย่าละเลย ควรพาเด็กไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัย
  • เมื่ออาการชักนานเกิน 5 นาที หรือมีอาการชักแล้วหยุดแล้วชักอีก
  • โดยที่ยังไม่กลับมารู้สึกตัวดีในระหว่างชัก ให้รีบนำส่งโรงพยาบาล


อาการชักมีหลายรูปแบบ


            อาการชักในความคิดของหลายคนอาจเห็นได้จากการที่ร่างกายแข็งเกร็ง กระตุก ตาค้าง ฯลฯ แต่อันที่จริงแล้ว การชักมีอาการแสดงออกได้หลากหลายรูปแบบ อาทิ อาการชักแบบเหม่อนิ่ง (Absence Seizure) ก็เป็นอาการชักชนิดหนึ่งที่เกิดกับเด็กอายุระหว่าง 5-10 ปีเป็นส่วนใหญ่ และมักมาพบแพทย์ด้วยปัญหาการเรียนรู้ การเรียนตกต่ำ มีอาการเหม่อลอย เด็กเหม่อลอยเป็นพัก ๆ หรือคุยอยู่แล้วนิ่งไป ไม่ปรากฏอาการทางกล้ามเนื้อ หรือปรากฏน้อยมาก บางรายเพียงกระพริบตา หรือทำปากขยุกขยิก อยู่เช่นนี้ประมาณ 150 วินาทีก็กลับมาเป็นปกติ แล้วก็กลับมาเป็นต่อ ผู้ป่วยบางรายอาจเป็นหลายสิบครั้งต่อวัน คนรอบข้างต้องหมั่นสังเกต และต้องไม่ละเลยที่จะปรึกษาแพทย์

เมื่อรู้เช่นนี้แล้วอยากให้ท่านที่อ่านข้อมูลดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด 

           โดยเราสามารถดูแลและฟื้นฟู อาการของผู้ที่มีอาการชัก ให้ดีขึ้นได้ จากการทานวิตามินที่ช่วยบำรุงอาการชัก  เมื่อทานแล้ววิตามินจะเข้าไปบำรุงระบบประสาทส่วนต่างๆให้ทำงานเป็นระบบมากขึ้นบำรุงเส้นประสาททั้ง 12 คู่ในร่างกายให้แข็งแรง  หลายท่านอาจจะยังไม่ทราบว่าในการเคลื่อนไหวนั้นร่างกายของเราประกอบด้วยอะไรบ้างนอกจากกระดูก และเป็นเช่นนี้เองที่ทางเราจุงขอแนะนำผลิตภัณฑ์ อาการเสริมอเลอไทด์   เมื่อทาทนแล้วจะช้วยแก้อาการเหล้านี้ได้เป็นอย่างดี  ใช้ชีวิตอย่างปกติเหมือนบุคคลทั่วไป



ผู้ป่วยที่เป็นโรคลมชักสามารถขับรถยนต์ได้หรือไม่?

         ตามพระราชกฤษฎีกาของรัฐบาลสหพันธรัฐรัสเซียเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2557 ฉบับที่ 164“ ในรายการข้อห้ามทางการแพทย์ข้อบ่งชี้ทางการแพทย์และข้อ จำกัด ทางการแพทย์ในการขับขี่” โรคลมชักเป็นข้อห้ามในการขับขี่รถยนต์





วันพุธที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2563

สมองดี




สมองดี 
เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ
เพราะสมองมีบทบาทสำคัญ
ต่อการทำงานของอวัยวะหรือระบบอื่น ๆ ด้วย
เช่น ระบบประสาท การเคลื่อนไหวของแขน ขา 
ไปจนถึงการเดิน การทรงตัว และความจำ

เคล๊ดลับสมองดี
เสริมสร้างพัฒนาการบำรุงสมอง ทำให้เรียนเก่งขึ้น


บำรุงสมอง เพิ่มความจำ
เพิ่มสมาธิ
สมองดี...ทำได้อย่างไร

          ปัจจุบันเนื่องจากพฤติกรรมการกิน ของคนไทยทำให้โรคเกี่ยวกับสมองมีความเสี่ยงในการเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาทและสมองเพิ่มขึ้น เนื่องจากวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปรวมทั้งการมีสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ดังเช่นหลาย ๆ ประเทศที่กำลังก้าวไปสู่สังคมผู้สูงอายุยิ่งเราอายุมากขึ้นยิ่งมีความเสี่ยงต่อโรคระบบประสาทมากเช่นกัน

โดยจากสถิติพบว่า
         ในประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองตีบ
ซึ่งอยู่ในกลุ่มโรคระบบประสาทเฉลี่ย 4 นาทีต่อคน
หรือเฉลี่ยชั่วโมงละ 6 คน ซึ่งโรคหลอดเลือดสมองตีบนี้เป็นสาเหตุอันดับ 2 
ของโรคที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจากทั่วโลกรองจากโรคมะเร็ง
และเด็กไทยปัจจุบันติดสื่อโซเชียวเป็นจำนวนมาก

มีผลทำให้สมาธิไม่มี
การเรียนก็ไม่ดี งานที่โรงเรียนไม่ส่ง
ไม่เชื่อฟังพ่อแม่ผู้ปกครอง
รวมทั้งคุณครูที่โรงเรียน
ซึ่งปล่อยไว้แบบนี้จะส่งผลถึงการเรียนต่อๆไป
ในอนาคตก็จะเป็นปัญหาต่อครอบครัวและสังคม


         ข้อมูลในเวปไซด์นี้ ขอเป็นที่รวบรวมข้อมูลสาระที่เป็นประโยชน์ต่อคุณพ่อคุณแม่ และผู้ปกครองทั่วไปโดยทางเราจะอัปเดตข้อมูลเรื่อยๆค่ะ     ไว้เป็นแนวคิดว่าจะมีวิธิใดช่วยให้น้องๆหนูๆเรียนดีขึ้นและจะทำอย่างไรที่จะช่วยบำรุงสมองเพิ่มความจำได้และเป็นวิธีที่ดีปลอดภัย!!



        
 จะทำอย่างไรจึงจะสามารถรักษาสมอง
ห้คงประสิทธิภาพ
อยู่กับเราไปได้นานที่สุด

สมาธิและความอดทน
ทักษะที่เป็นรากฐานของการเติบโต
เป็นผู้ใหญ่ที่ดี

สมาธิไม่มี ? …จะเรียนดีได้อย่างไร ?
จำเป็นต้อง!!

บำรุงสมองเพิ่มสมาธิ

           ยิ่งเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตของคนยุคใหม่มากเท่าไหร่ การฝึกสมาธิ และความอดทนให้เด็กยิ่งเป็นเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่ควรให้ความสำคัญมากขึ้น เพราะหากปล่อยให้เจ้าตัวน้อยคุ้นชินกับความสะดวกสบายรวดเร็วจนพวกเขาไม่รู้จักคำว่าอดทนล่ะก็ อาจทำให้พวกเขา
มีปัญหาในด้านการเรียนรู้ นิสัยใจคอ รวมถึงการชีวิตร่วมกับผู้อื่นในอนาคต เมื่อเขาโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ด้วยนะคะ
         ซึ่งในวันนี้ จึงอยากแนะนำกิจกรรม ฝึกสมาธิ และช่วยสอนเรื่องความอดทนให้แก่ลูกนั่นก็คือ การต่อจิ๊กซอว์ค่ะ

       
ภาพต่อจิ๊กซอว์

จิ๊กซอว์ ของเล่นมากประโยชน์ ฝึกสมาธิ สอนเด็กให้รู้จักความอดทนและมีสติ
           จิ๊กซอว์ หรือ ตัวต่อกระดาษ นั้น เป็นของเล่นที่ผู้ใหญ่หลายคนชื่นชอบ จนการต่อจิ๊กซอว์อาจเป็นงานอดิเรกของใครหลาย ๆ คนอยู่แล้ว แต่คุณพ่อคุณแม่อาจยังไม่รู้ว่า สำหรับเด็ก จิ๊กซอว์นั้นถือเป็นของเล่นชั้นเลิศที่มีประโยชน์มากมาย ไม่ว่าจะเป็น

  • ฝึกสมาธิ จิตใจจดจ่อ เพราะการจะต่อจิ๊กซอว์หรือตัวต่อกระดาษให้สำเร็จนั้น เด็กต้องใช้เวลาและสมาธิเป็นอย่างสูง จิตใจต้องไม่วอกแวก
  • ฝึกความอดทนอดกลั้น แน่นอนว่าก่อนจิ๊กซอว์จะออกมาเป็นรูปร่าง เจ้าตัวน้อยต้องเจอกับความสับสน เพราะตัวต่อแต่ละชิ้นกระจัดกระจายกัน ซึ่งในขั้นตอนนี้ จะทำให้ลูกน้อยฝึกความอดทน และช่วยเสริมให้เขาเป็นคนใจเย็นค่ะ
  • ฝึกความคิดเชื่อมโยงและความช่างสังเกต เพราะการต่อจิ๊กซอว์ เด็กจะต้องมองให้ออกว่า ตัวต่อชิ้นนี้ควรไปต่อกับชิ้นไหน จึงจะได้ภาพที่ต้องการ
  • พัฒนาความคิดอย่างมีเหตุผล เพราะเขาจะได้ลองผิดลองถูก จากการต่อตัวต่อและพวกเขาจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับความสำเร็จ เมื่อได้ตั้งใจทำสิ่งๆหนึ่งอย่างมุ่งมั่นอีกด้วย            

แก้สมาธิสั้น

เทคนิค เพิ่มพลังสมองให้สตรองกว่าเดิม
เพิ่มพลังสมองให้กับตัวคุณด้วยวิธีง่ายๆ 5 ขั้นตอน

       สมองนั้นเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของระบบประสาทส่วนกลางและเป็นเหมือนศูนย์ควบคุมร่างกายของคุณแบ่งเป็นสามส่วนหลักๆ คือสมองส่วนซีรีบรัม (Cerebrum หรือ สมองใหญ่) ซีรีเบลลัม (Cerebellum หรือ สมองน้อย) และก้านสมอง



      สมองนั้นประกอบด้วยเซลล์ประสาทหลายล้านเซลล์ เรียกว่า นิวรอน (Neuron) ซึ่งควบคุมการทำงานสำคัญ ต่างๆ ของร่างกาย และยังเป็นอวัยวะที่ช่วยให้เราสามารถคิด จดจำ เรียนรู้ และรู้สึกได้ตลอดชั่วชีวิตของคุณ มีหลายปัจจัยที่อาจมีผลกระทบต่อสุขภาพและการทำงานของสมองได้ลงมือปฏิบัติ


1. ซื้อของให้กับสมองของคุณ
     ลองลิสต์รายการซื้อ “อาหารสมอง” ของคุณที่ประกอบด้วยผักผลไม้เยอะๆ อาหารที่มีโปรตีน น้ำตาลน้อย มีคาร์โบไฮเดรต ถั่ว เมล็ดพืช และปลา

และที่สำคัญให้ลองรับประทานสิ่งที่ไม่เคยรับประทานมาก่อน!



2. ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว
การออกกำลังกายนั้นเป็นประโยชน์ไม่ใช่แค่ต่อร่างกายเท่านั้นแต่สมองด้วย

การออกกำลังกายจะช่วยในเรื่องระบบไหลเวียนโลหิตรวมถึงระบบไหลเวียนโลหิตไป

ยังส่วนหัวด้วย ยิ่งเลือดไหลเวียนดีมากก็ช่วยให้สารอาหารไปถึงสมองมากขึ้นด้วย

ลองเล่นโยคะ ไปวิ่งกับเพื่อน หรือไปเดินเล่นแถวบ้านทุกๆ วันเพื่อเสริมสร้างสุขภาพ 

3. บริหารสมอง
การบริหารสมองนั้นว่ากันว่าจะช่วยสร้างเซลล์สมองที่แข็งแรงสำรองไว้และทำให้มีเซลล์เหล่านั้นเชื่อมต่อถึงกันด้วย
หัดบริหารสมองด้วยการอ่านหนังสือเล่มใหม่ๆ เรียนรู้ภาษาต่างประเทศหรือลองเล่นครอสเวิรด์ คำภาษาอังกฤษ


เกมสำหรับบริหารสมอง: ท้าทายสมองของคุณผ่านทางออนไลน์ต่างๆที่น่าสนใจ



4. ผ่อนคลายความเครียด

ความเครียดในระยะยาวจะทำให้สมองอ่อนแอต่อฮอร์โมนความเครียดและอาจมีผลต่อโครงสร้างของสมองบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับความทรงจำและความคิด

ลดความเครียดของคุณลงและทำสมาธิเป็นเวลา 5 นาทีเมื่อตื่นนอนตอนเช้าและตอนค่ำก่อนเข้านอน



5. บำรุงรักษาสมอง
มีอาหารเสริมมากมายที่สามารถช่วยบำรุงรักษาสมองของคุณได้ เช่น น้ำมันปลา วิตามินบี พืชพรมมิ และโปรตีน แต่จะเลือกอันไหนดีล่ะ ลองปรึกษาผู้เชี่ยวชาญดู คุณสามารถปรึกษานักธรรมชาติบำบัดของ ศูนย์สุขภาพดี บำรุงสมอง ได้แล้ววันนี้ว่า จะบำรุงสมองของคุณอย่างไรและอาหารเสริมไหนเหมาะกับคุณบ้าง


เมื่อรู้วิธิแก้สมาธิสั้นแล้ว


เริ่มกันเลยตั้งแต่วันนี้นะคะ

" ไม่มีคำว่าสาย "




สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม